Wellness Background
Lilith Library

ARTICLES

คลังความรู้สุขภาพ ความงาม และเวชศาสตร์ฟื้นฟู อ่านง่าย เข้าใจได้จริง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากภายในสู่ภายนอก

Body Recomposition
01

สร้างหุ่นใหม่แบบยั่งยืน (Body Recomposition) เริ่มต้นที่การรู้จักร่างกายตัวเอง

หลายคนประสบปัญหาลดน้ำหนักแล้วกลับมาโยโย่ หรือออกกำลังกายหนักแต่รูปร่างไม่เปลี่ยน สาเหตุหลักมักมาจากการที่เรารู้จักระบบเผาผลาญของตัวเองไม่ดีพอ การทำ Body Recomposition หรือการลดไขมันพร้อมกับเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ จึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด

CPET (Cardiopulmonary Exercise Testing) คืออะไร?

การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ ปอด และระบบเผาผลาญ (CPET) คือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินความฟิตเชิงลึก ทำให้เราทราบข้อมูลสำคัญ ได้แก่:

  • ค่า VO2 Max: ประเมินความฟิตของหัวใจและปอด
  • Mitochondria: ประสิทธิภาพการทำงานของ ไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นเตาเผาพลังงานของเซลล์

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่ตรงกับสรีระและระบบเผาผลาญของแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

ทำไมต้องเน้น Zone 2 ร่วมกับการเวทเทรนนิ่ง?

  • Zone 2 Training: การออกกำลังกายระดับความเหนื่อยปานกลาง เป็นโซนที่ร่างกายดึง "ไขมัน" มาใช้เป็นพลังงานหลักได้ดีที่สุด และช่วยฟื้นฟูการทำงานของไมโทคอนเดรีย
  • Weightlifting: การฝึกกล้ามเนื้อแบบมีแรงต้าน ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเปรียบเสมือนการเพิ่มขนาดเตาเผาพลังงานถาวรในร่างกาย

สรุป

การปรับรูปร่างไม่ใช่แค่การอดอาหาร แต่คือการวางแผนทางการแพทย์อย่างมีระบบ ที่ Lilith Aesthé & Wellness Clinic เราดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

Office Syndrome
02

ออฟฟิศซินโดรมเรื้อรัง รักษาอย่างไรให้หายขาด?

อาการปวดคอ บ่า ไหล่ และหลัง เป็นปัญหาคลาสสิกของคนวัยทำงาน หลายคนผ่านการนวดหรือกินยาคลายกล้ามเนื้อมานับไม่ถ้วน แต่ความปวดก็ยังกลับมาวนเวียนซ้ำๆ นั่นเป็นเพราะการรักษาอาจยังไม่ตรงจุดกำเนิดของอาการปวดที่แท้จริง

ยกระดับการรักษาด้วย อัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-Guided)

ในทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู นวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนมิติการรักษาคือการใช้ "เครื่องอัลตราซาวด์" มาช่วยในการวินิจฉัยและทำหัตถการ ซึ่งมีข้อดีดังนี้:

มองเห็นปัญหาชัดเจนแบบ Real-time: แพทย์สามารถมองเห็นเส้นเอ็น กล้ามเนื้อที่อักเสบ หรือเส้นประสาทที่ถูกกดทับได้อย่างแม่นยำ
ตรงจุดและปลอดภัย 100%: การฉีดยาลดการอักเสบ หรือทำหัตถการต่างๆ จะถูกนำวิถีด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ทำให้ตัวยาเข้าตรงจุดเป้าหมาย โดยไม่โดนเส้นเลือดหรือเส้นประสาทรอบข้าง

การฟื้นฟูหลังการรักษา

หลังจากการรักษาจุดที่อักเสบแล้ว การปรับโครงสร้างร่างกายและพฤติกรรมคือหัวใจสำคัญ แพทย์จะช่วยประเมินและออกแบบท่าบริหารที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้คุณอีกครั้ง

Weight Management
03

ทำไมการลดน้ำหนักด้วยตัวเองถึงทำได้ยาก? (Weight Management)

หลายคนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองมักพบกับความล้มเหลวหรือท้อแท้กลางทาง ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากการขาดวินัยเสมอไป แต่เป็นเพราะความพยายามเหล่านี้มักถูกขัดขวางด้วย ความหิว และ ฮอร์โมน ในร่างกายที่ทำงานผิดปกติ

เมื่อเราพยายามจำกัดแคลอรีหรืออดอาหาร ร่างกายจะเข้าใจผิดว่าเรากำลังอยู่ในภาวะขาดแคลน จึงสร้างกลไกต่อต้านขึ้นมาทันที โดยการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นความหิว (Ghrelin) ออกมามากขึ้น และลดฮอร์โมนความอิ่ม (Leptin) ลง นอกจากนี้ยังป้องกันตัวด้วยการลดอัตราการเผาผลาญพลังงานเพื่อกักเก็บไขมัน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความรู้สึกหิวโหยอย่างหนัก และเมื่อทนไม่ไหวจนกลับมากินตามปกติ น้ำหนักจึงเด้งกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว (Yoyo Effect) ซึ่งการลดน้ำหนักแบบผิดวิธีนี้มักทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้การลดน้ำหนักครั้งต่อไปยากยิ่งขึ้น

ตัวช่วยควบคุมน้ำหนักทางการแพทย์

ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ได้พัฒนาตัวช่วยที่เข้ามาแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยเฉพาะการใช้เปปไทด์หรือยาในกลุ่มที่เลียนแบบฮอร์โมนอิ่มในร่างกาย (เช่น GLP-1) ตัวยาในกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณความอิ่มไปที่สมองโดยตรง พร้อมทั้งช่วยชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น อิ่มนานขึ้น และลดความอยากกินจุกจิก

ควบคุมความหิว

ช่วยส่งสัญญาณไปที่สมองให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและนานขึ้น

ลดการทานจุกจิก

ช่วยให้การปรับพฤติกรรมการกินทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ทรมาน

ปลอดภัยสูง

รับรองมาตรฐานทางการแพทย์ เมื่ออยู่ภายใต้โดสที่เหมาะสมโดยแพทย์

เมื่อความหิวถูกควบคุมอย่างเป็นธรรมชาติและระดับน้ำตาลในเลือดมีความเสถียร เราจึงสามารถปรับพฤติกรรมการกินได้อย่างสบายใจ พร้อมทั้งมีพลังงานไปโฟกัสกับการออกกำลังกายเพื่อปรับสมดุลรูปร่าง และดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องทรมานจากการอดอาหาร

Biostimulators
04

นวัตกรรม Biostimulators ปลุกคอลลาเจนใต้ผิวคุณ

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวจะลดลง ทำให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อย มีริ้วรอย และขาดความกระชับ ปัจจุบันเทรนด์ความงามจึงมุ่งเน้นไปที่การ "ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน" ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ Biostimulators

Biostimulators ต่างจาก Filler อย่างไร?

คุณสมบัติ ฟิลเลอร์ (Fillers) Biostimulators
ส่วนประกอบ สารเติมเต็ม Hyaluronic Acid (HA) สารกระตุ้นทางชีวภาพ
กลไกการทำงาน เติมเต็มร่องลึก หรือจุดที่ขาดหายไป กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง
ระยะเวลาเห็นผล เห็นผลทันทีหลังทำ ค่อยๆ แน่นฟู เด้งกระชับ ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนานกว่า

เหมาะกับใคร?

เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหลวม ขาดความกระชับ ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้ง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องใบหน้าที่ดูแข็งหรือผิดรูป ที่คลินิกของเรา แพทย์จะประเมินสภาพผิวและวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์โครงหน้าของคุณอย่างละเอียด

Chelation
05

คีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy) รีเฟรชหลอดเลือด คืนความสดใส

ในแต่ละวัน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับมลภาวะ ฝุ่น PM 2.5 และสารเคมีตกค้าง ซึ่งนำพาสารพิษและ "โลหะหนัก" เข้ามาสะสมในหลอดเลือดและเซลล์ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันตก ปวดหัวบ่อย และแก่ก่อนวัย

การทำงานของคีเลชั่นบำบัด

คีเลชั่น คือการฟื้นฟูสุขภาพโดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Drip) ที่มีสาร EDTA ร่วมกับวิตามินและแร่ธาตุ สาร EDTA จะทำหน้าที่เหมือน "แม่เหล็ก" เข้าไปจับกับโลหะหนัก (เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู) ที่เกาะตามผนังหลอดเลือด และขับออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ

ประโยชน์ของการทำคีเลชั่น

  • ฟื้นฟูระบบไหลเวียนโลหิต หลอดเลือดสะอาด เลือดไหลเวียนนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น
  • ลดภาวะการอักเสบ ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ชะลอวัย (Anti-Aging) ผิวพรรณสดใส ลดความหมองคล้ำ เซลล์ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่
  • เสริมสุขภาพองค์รวม ลดอาการอ่อนเพลียเรื้อรังและเพิ่มภูมิคุ้มกัน
Dry Needling vs ฝังเข็มจีน
06

Dry Needling vs ฝังเข็มจีน ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนแก้ปวดได้ตรงจุด

เมื่อมีอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง หลายคนมักนึกถึงการ "ฝังเข็ม" เป็นอันดับแรกๆ แม้จะใช้เข็มที่มีลักษณะคล้ายกันในการรักษา แต่ศาสตร์ทั้งสองมีแนวคิด กลไกการออกฤทธิ์ และเป้าหมายการรักษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ทำความรู้จักกลไกการรักษาแบบเจาะลึก

1 Dry Needling (การฝังเข็มแบบตะวันตก)

หลักการ: อิงตามหลักกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) และระบบกล้ามเนื้อโดยตรง

วิธีการ: แพทย์จะสอดเข็มเข้าไปยัง "จุดกดเจ็บที่ซ่อนอยู่ในมัดกล้ามเนื้อ" หรือ Trigger Point ซึ่งเป็นปมพังผืดที่ทำให้เกิดอาการปวดร้าว เมื่อเข็มสะกิดโดนปมนี้ จะเกิดการกระตุกของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นการคลายปมพังผืดที่หดเกร็งให้คลายตัวออกทันที

ความรู้สึกหลังทำ: อาจมีอาการระบมกล้ามเนื้อบริเวณที่ฝังเข็มประมาณ 1-2 วัน คล้ายหลังออกกำลังกายหนัก หลังจากนั้นกล้ามเนื้อจะเบาสบายขึ้นอย่างชัดเจน

2 ฝังเข็มจีน (Chinese Acupuncture)

หลักการ: อิงตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนดั้งเดิม ที่เชื่อเรื่องเส้นลมปราณ (Meridian) และสมดุลพลังงาน (Qi) ในร่างกาย

วิธีการ: แพทย์แผนจีนจะฝังเข็มลงบน "จุดลมปราณ" ทั่วร่างกาย เพื่อกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้หลั่งสารระงับปวดตามธรรมชาติ (Endorphins) และปรับสมดุลการทำงานของอวัยวะภายใน

ความรู้สึกหลังทำ: มักรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ค่อยมีอาการระบมกล้ามเนื้อ

เปรียบเทียบความแตกต่าง

หัวข้อ Dry Needling ฝังเข็มจีน
ตำแหน่งที่ลงเข็ม จุดปมพังผืดที่หดเกร็ง (Trigger Point) จุดลมปราณตามจุดต่างๆ ของร่างกาย
เป้าหมายหลัก คลายกล้ามเนื้อ ลดปวด เพิ่มระยะเคลื่อนไหว ปรับสมดุลองค์รวม ลดปวด ฟื้นฟูระบบภายใน
เหมาะสำหรับ Dry Needling:

ปวดคอ บ่า ไหล่, ออฟฟิศซินโดรม, ไมเกรนจากกล้ามเนื้อคอเกร็ง, บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

เหมาะสำหรับ ฝังเข็มจีน:

ปวดเรื้อรังแบบระบุจุดไม่ได้ชัดเจน, มีความเครียด, นอนไม่หลับ, ภูมิแพ้, ปวดประจำเดือน

Prolotherapy PRP
07

Prolotherapy vs PRP ต่างกันอย่างไร? วิธีไหนเหมาะกับคุณ

เมื่อมีอาการปวดเรื้อรังจากเอ็นอักเสบ เอ็นฉีกขาด หรือข้อเสื่อม หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแพทย์ถึงแนะนำให้ทำการรักษาด้วยการฉีดกลุ่ม Regenerative Medicine (เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม) อย่าง Prolotherapy หรือ PRP บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงหลักการทำงาน และไขข้อข้องใจว่าการรักษาเหล่านี้ต่างจากการทำกายภาพบำบัดอย่างไร

ทำไมถึงควรฉีด? (หลักการสำคัญของการฟื้นฟูเส้นเอ็นและข้อต่อ)

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เราปวดเรื้อรังและรักษาไม่หายขาด เป็นเพราะ "เส้นเอ็น (Tendons/Ligaments) และกระดูกอ่อน (Cartilage) เป็นอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงน้อยมาก"

การสมานแผลตามธรรมชาติจึงเกิดขึ้นช้าหรือไม่สมบูรณ์ การฉีด Prolotherapy หรือ PRP จึงเป็นการ "นำสารกระตุ้นการซ่อมแซมไปส่งให้ถึงที่" โดยตรง เพื่อปลุกกลไกการฟื้นฟูระดับเซลล์ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง

1. Prolotherapy

  • สารที่ใช้: สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล Dextrose เข้มข้น
  • กลไกการทำงาน: เมื่อฉีดเข้าไป ตัวยาจะเข้าไปทำให้เกิด "การอักเสบแบบจำลอง" ส่งสัญญาณหลอกให้ร่างกายเข้าใจว่ามีการบาดเจ็บใหม่ ร่างกายจึงดึงเม็ดเลือดขาวและสารซ่อมแซมมาฟื้นฟูบริเวณนั้น
  • เหมาะสำหรับ: เอ็นอักเสบเรื้อรัง, ภาวะข้อหลวม, อาการปวดเรื้อรังระดับเบาถึงปานกลาง

2. PRP (Platelet-Rich Plasma)

  • สารที่ใช้: เกล็ดเลือดเข้มข้นที่สกัดจาก "เลือดของผู้ป่วยเอง"
  • กลไกการทำงาน: แพทย์จะทำการเจาะเลือด นำไปปั่นเหวี่ยง เพื่อแยกเอาชั้นเกล็ดเลือดที่มี Growth Factor สูงมาก แล้วฉีดกลับจุดที่บาดเจ็บโดยตรง Growth Factor จะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบและเร่งสร้างเซลล์ใหม่ทันที
  • เหมาะสำหรับ: เอ็นฉีกขาดระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง, ข้อเข่าเสื่อม, โรครองช้ำเรื้อรัง, ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

สรุปสูตรสำเร็จการรักษา

การฉีด Prolotherapy/PRP คือการ "ฉีดเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างที่ฉีกขาด" เมื่อทำควบคู่ไปกับ "การทำกายภาพบำบัดเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง" จะป้องกันการกลับมาบาดเจ็บซ้ำอีกในอนาคต

HA Injection
08

ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (HA) แบบ 1 เข็ม vs 3 เข็ม ต่างกันอย่างไร

เมื่ออายุมากขึ้น หรือใช้งานข้อเข่าหนักต่อเนื่อง น้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าตามธรรมชาติจะผลิตได้น้อยลง ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อเกิดการเสียดสี ฝืดตึง มีเสียงดังก๊อบแก๊บ และนำไปสู่อาการปวดบวมในที่สุด

การฉีด Hyaluronic Acid (HA) หรือที่เรียกกันว่า "การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม" คือการเติมสารหล่อลื่นที่มีความหนืดใกล้เคียงกับน้ำในข้อเข่าตามธรรมชาติ เข้าไปทำหน้าที่เป็นโช้คอัพ (Shock Absorber) ช่วยลดการเสียดสี ลดอาการปวด และยืดอายุข้อเข่าให้ไม่ต้องรีบผ่าตัด

ความแตกต่างของคอร์สการรักษา

แบบ 1 เข็ม
  • ลักษณะ: เป็นยาที่มีความหนืดสูงและมีโครงสร้างโมเลกุลขนาดใหญ่ ฉีดครั้งเดียวตัวยาอยู่ได้นาน
  • ข้อดี: สะดวก ประหยัดเวลา เจ็บตัวครั้งเดียว ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการแทงเข็มหลายรอบ
  • เหมาะกับ: คนไม่มีเวลา ผู้สูงอายุที่เดินทางลำบาก
แบบ 3 เข็ม
  • ลักษณะ: ฉีดต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตัวยาความหนืดน้อยกว่า แต่จะค่อยๆ สะสมปรับสภาพภายในข้อเข่า
  • ข้อดี: ให้ผลการรักษาที่ค่อยเป็นค่อยไป ช่วยกระตุ้นให้เยื่อบุข้อเข่ากลับมาสร้างน้ำเลี้ยงธรรมชาติ
  • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการการตอบสนองค่อยเป็นค่อยไป

คำแนะนำจากแพทย์: หากเริ่มมีอาการปวดเข่า เดินขึ้นลงบันไดลำบาก ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อประเมินระยะความเสื่อมด้วยภาพเอกซเรย์ เพื่อเลือกรูปแบบการฉีด HA ที่เหมาะสมกับสรีระมากที่สุด

Plantar Fasciitis
09

โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) คืออะไร และรักษาอย่างไรให้หายขาด?

หากคุณตื่นนอนตอนเช้า ก้าวเท้าลงพื้นก้าวแรกแล้วรู้สึก "ปวดจี๊ดบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้า" และอาการค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อเดินไปสักพัก แต่กลับมาปวดใหม่เมื่อยืนหรือเดินนานๆ นี่คือสัญญาณคลาสสิกของโรครองช้ำ หรือ เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis)

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่คุณอาจมองข้าม

อาการนี้เกิดจากการตึงตัวและอักเสบซ้ำๆ ของผังผืดใต้ฝ่าเท้า ซึ่งทำหน้าที่รองรับอุ้งเท้าและรับแรงกระแทก โดยมักมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้:

สรีระเท้าผิดรูป ผู้ที่มีภาวะเท้าแบน (Flat feet) หรืออุ้งเท้าสูงเกินไป ทำให้การกระจายน้ำหนักผิดปกติ
น้ำหนักตัวเกิน (Overweight) ทำให้ฝ่าเท้าต้องรับภาระแรงกดทับเพิ่มขึ้นในทุกๆ ก้าวเดิน

แนวทางการรักษาทางการแพทย์

  • เครื่องกระแทกด้วยคลื่นเสียง (Shockwave Therapy): เป็นนวัตกรรมยอดนิยมและเห็นผลไว โดยคลื่นพลังงานจะเข้าไปกระแทกสลายจุดตึงรั้งของพังผืด และกระตุ้นให้เส้นเลือดใหม่มาเลี้ยงบริเวณส้นเท้า เร่งซ่อมแซมตัวเอง
  • การฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์: ในเคสที่อักเสบรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) หรือสเตียรอยด์เฉพาะจุดอย่างแม่นยำ

4 ท่าบริหารฝ่าเท้า (Exercises) ทำง่ายๆ ได้ที่บ้าน

ท่าที่ 1: Calf Stretch (ยืดน่อง)

ยืนหันหน้าเข้ากำแพง ดันขาข้างที่ปวดไปด้านหลังให้ตึง ส้นเท้าติดพื้น งอเข่าหน้าเล็กน้อย ค้างไว้ 15-30 วินาที

ท่าที่ 2: Massage with a ball

คลึงฝ่าเท้าไปมาบนลูกบอลเทนนิส หรือขวดน้ำเย็นจัด 3-5 นาที เพื่อคลายพังผืดใต้เท้า

ท่าที่ 3: Plantar Fascia Stretch

นั่งไขว่ห้าง ใช้มือดึงปลายนิ้วเท้าข้างที่ปวดเข้าหาหน้าแข้ง จนรู้สึกตึงที่ฝ่าเท้า ค้างไว้ 15 วินาที

ท่าที่ 4: Toe Curl

วางผ้าขนหนูบนพื้น ใช้ปลายนิ้วเท้าค่อยๆ ขยุ้มผ้าเข้าหาตัว เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อฝ่าเท้า

Ultrasound-Guided
10

ทำไมต้องฉีดยาด้วยอัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-Guided)? ตรงจุด ปลอดภัย

เมื่อคุณมีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ข้ออักเสบ หรือเส้นเอ็นบาดเจ็บ และแพทย์แนะนำให้ "ฉีดยา" หลายคนอาจรู้สึกกังวลเรื่องความแม่นยำและความปลอดภัย

ในอดีต การฉีดยาแพทย์จะใช้วิธี "คลำหาตำแหน่ง" (Blind Injection) ซึ่งอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ล้วนๆ แต่ก็มีโอกาสที่ยาจะคลาดเคลื่อนจากจุดที่บาดเจ็บจริง ปัจจุบันวงการเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้นำเทคโนโลยี การฉีดยาภายใต้อัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-Guided Injection) มาใช้ เพื่อเปลี่ยนมิติการรักษาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

การทำงานของการฉีดด้วยอัลตราซาวด์

แพทย์จะทาเจลและใช้หัวตรวจสแกนบริเวณที่มีอาการปวด คลื่นเสียงความถี่สูงจะสร้างภาพโครงสร้างภายในร่างกายแบบ Real-time ขึ้นบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก หรือเส้นประสาท

ขณะที่ทำการสอดเข็ม แพทย์จะมองเห็น "ทิศทางของปลายเข็ม" และ "ตำแหน่งที่ตัวยาไหลเข้าไป" ได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถวางยารักษาลงบนรอยโรคได้ตรงจุดระดับมิลลิเมตร

การรักษานี้เหมาะกับปัญหาใดบ้าง?

  • การฉีดฟื้นฟูข้อต่อต่างๆ (ข้อไหล่ติด, ข้อเข่าเสื่อม, ข้อสะโพก)
  • การฉีดรักษาเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็น (นิ้วล็อก, รองช้ำ, เอ็นข้อศอกอักเสบ)
  • การฉีดสลายจุดกดเจ็บกล้ามเนื้อ ในกลุ่มออฟฟิศซินโดรม
  • การฉีดสกัดเส้นประสาท (Nerve Block) เพื่อลดปวดรุนแรง

4 ข้อดีที่เหนือกว่าของการใช้อัลตราซาวด์นำวิถี

แม่นยำ 100%

ยาถูกส่งตรงเข้าสู่รอยโรค ไม่พลาดเป้าหมาย ไม่สูญเสียตัวยาไปกับเนื้อเยื่อข้างเคียง

ปลอดภัยสูง

แพทย์สามารถมองเห็นและหลบเลี่ยง "เส้นเลือดใหญ่" หรือ "เส้นประสาทสำคัญ" ได้อย่างมั่นใจ

เจ็บน้อยกว่า

แพทย์ไม่ต้องขยับปลายเข็มหลายครั้งเพื่อควานหาตำแหน่ง ทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำน้อยที่สุด

ประเมินทันที

สามารถใช้อัลตราซาวด์เพื่อตรวจวินิจฉัยยืนยันระดับความรุนแรงของการอักเสบในคราวเดียวกัน

CONTACT US

ยินดีให้คำปรึกษาและพร้อมดูแลคุณแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

Lilith Clinic

292/16 ถ.จรัญสนิทวงศ์
แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

080-750-7992

โทรนัดหมายล่วงหน้า

@lilithclinic

Add Line เพื่อจองคิวและรับโปรโมชั่น

นัดหมายปรึกษาแพทย์